หนังหลบมุม กับ คนไม่ค่อยคิด

 

คงกำลังสงสัยกันใช่ไหมว่าหนังหลบมุมมันคืออะไร ชื่อหนัง หรือประเภทของหนัง

     จริง ๆ มันก็คือประเภทของหนังครับเพียงแต่ผมไม่รู้จะใช้ชื่อว่าอะไรดี มันเป็นหนังทีมีฉากบางฉากหรือว่าการเล่าเรื่องในบางช่วงที่นำเสนอหรือไม่ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาทั้งหมด ... เข้าใจกันไหมเอ่ย เอาเป็นว่าผมยกตัวอย่างหนังไทย ๆ ก็แล้วกันนะครับ ก็อย่างเช่น ฉากที่พระเอกกับนางเอกกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกัน แต่ยังไม่ได้มีอะไรกันนะครับ แล้วก็มีการตัดภาพออกมาที กระท่อมปลายนา มีฝนตก ฟ้าร้อง เทียนดับ .. หรือไม่ก็ฉากมือพระเอกกับนางเอก จับกันแน่น .. ถ้าเป็นหนังไทยนี่ผมพอเข้าใจนะครับ เพราะว่าดูกันจนชิน จนรู้แล้วว่าฉากแบบนี้หมายถึงอะไร แต้ถ้าเป็นหนังต่างประเทศ ที่การเล่าเรื่องของเค้า มันไม่ได้ทำให้เราเข้าใจ อาจเป็นเพราะวัฒนธรรมที่ต่างกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ ..

     สำหรับผมแล้วไม่ค่อยชอบการเล่าเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ เพราะเป็นคนไม่ชอบเอาไปคิดเอง หรือว่าคิดต่อจากที่ดูสักเท่าไหร่ ส่วนมากจะเข้าใจหรือรู้แค่ที่หนังนั้นเล่าเรื่องมาตรง ๆ .. ก็เลยทำให้บางทีหรือหนังบางเรื่อง ถ้าไม่ได้ดูซ้ำก็จะไม่เข้าใจวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ .. ยกตัวอย่างซีรีย์ฝรั่งแล้วกันนะครับ จะมี ผช กับ ผญ คุยกัน(คือจริง ๆ สองคนนี้ทำงานด้วยกัน แล้วที่ทำงานนี้ห้ามมีความสัมพันธ์กันภายในองค์กร) ผช เปรย ๆ กับ ผญ ทางโทรศัพท์ประมาณว่าอยากไปเที่ยวที่ไหนซักทีหรือว่ากินข้าว แต่ไม่ได้ชวน ผญ โดยตรงนะ แล้วก็ตัดจบฉากไป แล้วก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องของการคบกันหรือไปเที่ยวกันเลย โดยที่ฉากทำนองนี้จะมีอยู่อีก 2 – 3 ครั้งได้ แต่ก็นาน ๆ จะมีซักที หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี หรือ 2 ซีซันถัดมาถึงเฉลยว่าทั้งคู่คบกัน ป้าดดดดด คบกันมาตั้ง 2 ปี ผมถึงรู้ ... ส่วนน้องสาวผมบอกว่า รู้ตั้งแต่ตอนที่คุยโทรศัพท์แล้วว่าคบกัน ... ... ...

 

     ผมถึงไม่ค่อยชอบหนังที่นำเสนอหรือว่าเล่าเรื่องแบบนี้เท่าไหร่ เพราะการเล่าเรื่องแบบนี้ อาจจะทำให้ผู้ชม เข้าใจผิดหรือเข้าใจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้ทำหนังกำลังนำเสนออยู่ ด้วยความที่ไม่ค่อยชอบเอาไปคิดต่อ หรือว่าคิดเองเออเองของผม หรือของผู้ชมคนอื่นที่อาจจะเป็นแบบผม ... 

     ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ .. .. อะไรดีหล่ะ .. ..

     เอาเป็นว่าผมขี้เกียจแล้วกัน แล้วก็คิดว่าหนังน่าจะนำเสนอในส่วนของเนื้อหาหรือเฉพาะแค่ที่ต้องการนำเสนอเท่านั้น ก็เลยไม่ได้เอาไปคิด หรือ สงสัยว่าจะมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นเหรือเปล่า ???

     เพราะถ้าหนังเรื่องนั้นหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีตอนจบหรือฉากที่เป็นแบบนี้อยู่ในเรื่อง .. ก็อาจจะทำให้หนังเรื่องนั้นมีตอนจบหลายแบบ หรือฉากที่ว่านั่น มีความแตกต่างกันในความคิดของคนดูแต่ละคนเนื่องจากการรับรู้และเข้าใจเนื้อหาของผู้ชมที่แตกต่างกันนั่นเอง

     สุดท้ายเอาเป็นผมสรุปว่า จริง ๆ แล้วผมไม่ได้ถึงกับไม่ชอบหนังแนวนี้มากเท่าไหร่ มีหนังหลาย ๆ เรื่องที่นำเสนอในแนวนี้แล้วผมก็ยังชอบ เพียงแต่ว่า ผมชอบอะไรที่มันง่ายกว่านั้น และคิดว่าหนังหรือภาพยนตร์เป็นความบันเทิง เพราะฉะนั้น มันไม่ควรจะทำให้ผมต้องมานั่งคิดหรือเดาเอาเองว่าเนื้อเรื่องในช่วงนั้นเป็นยังไง แล้วผมจะคิด(เดา)ถูกหรือเปล่าว่าตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร มันอาจจะทำให้ต้องมีเรื่องให้คิดมากกว่าก่อนที่จะดูหนังซะอีก !!!

 

 

 

ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ทันทีที่เขียนเรื่อง  ม. 3 ปี 4 กับเรื่องที่คิดไม่ตก... spoil  เสร็จ

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายเข้ามาในชีวิต เรียกว่าหักเหสุด ๆ เลยก็ว่าได้เลยทำให้ไม่มีโอกาสหรือแม้กระทั่งความคิดที่จะเขียนบล๊อกอีกในช่วงนั้น 

จนมีโอกาสได้รู้จักน้องคนนึง เค้าก็เพิ่งจะเริ่มเขียนบล๊อกเหมือนกัน พอผมได้อ่านบล๊อกของน้องคนนี้

ก็มีความรู้สึกว่า ทำไมเราถึงไม่อยากเขียนมันนะในช่วงที่ผ่านมา  ทำไมจะต้องจำกัดความคิด

จำกัดความรู้สึกของตัวเองในการเขียนอะไรซักอย่าง ก็แค่เขียนมันออกมา อย่างที่เราอยากให้เป็น

ขอบคุณจริง ๆ นะ สำหรับความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้กัน ขอบคุณมากนะครับ

 

สำหรับเรื่อง ก้านกล้วย 2 นี่ จริง ๆ แล้วมันอยู่ในหัว ในความคิดของผมมาตลอดเวลาทุกอย่างยังคงอยู่ในความทรงจำของผมเป็นอย่างดี แต่วันนี้ผมจะไม่เขียนตามนั้น จะลองปล่อยวางมันแล้วเขียนดูครับ

 

เอาเป็นว่า ผมได้ดู ดีวีดี (โหลดบิทมาครับ) เรื่อง ก้านกล้วย 2  เนื้อเรื่องดีครับ มีสนุก เศร้า หลากหลายอารมณ์

แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งของเรื่อง ทำไมถึงทำให้คิดถึง เด็กกำพร้าขึ้นมาก็ไม่รู้ คิดอย่างรุนแรงแล้วก็ทำให้ต้องมานั่งคิดว่า

ทำไมเราถึงคิดถึงเด็ก ๆ พวกนี้นะ  เพราะในเนื่อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรที่สื่อชัดเจนหรือไม่ได้บอกอ้อม ๆ กับเราเกี่ยวกับเด็กกำพร้าเลย ...

พอดูหนังจบ ผมก็มานั่งคิดว่าจะทำยังไงกับความรู้สึกนี้ดี สุดท้ายได้ข้อสรุปว่า ผมจะไม่เดินไปซื้อแผ่นดีวีดี ลิขสิทธิ์แท้ (คิดว่าถ้าเรื่องนี้ดี จะไปซื้อแผ่นแท้มาเก็บไว้) แต่ผมจะไปทำบุญ หรือบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาส แทนที่จะไปซื้อแผ่นก้านกล้วย 2 

ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมทำลงไปมันผิดหรือถูก แต่ทุกวันนี้เวลาผมเดินผ่านตู้ของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาส ไม่ว่าที่ไหน ผมจะหยิบเหรีญในกระเป๋า หยอดลงไปแทบทุกครั้งที่จะสามารถทำได้ ...

 

ผมคิดว่า สิ่งที่ผมทำมันน่าจะดีกว่า เอาเงินไปซื้อแผ่นแท้ ให้กับบริษัท กันตนา ที่มีเงินมากมายอยู่แล้ว เงินของผมสำหรับหนัง 1 แผ่น คงไม่ได้ช่วยให้เค้า รวยขึ้น หรือจนลง แต่อย่างใด ตรงกันข้าม สำหรับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เด็กด้อยโอกาส ผมคิดว่า เงินของผมจะมีค่ามากกว่าสำหรับเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในนั้น ...

 

ม. 3 ปี 4 กับเรื่องที่คิดไม่ตก... spoil

หลังจากข้อคิดงง ๆ ของน้องสาวผม "บางทีการไม่รู้อะไรเลยจะดีซะกว่า" และ
                                               "ไม่ต้องหาคำตอบสำหรับทุกเรื่องก็ได้"

ก็ได้คุยกับอีกหลาย ๆ คน หนึ่งในนั้นก็เป็นรุ่นน้องครับ ก็ได้เห็นความคิดในอีกแง่ที่น่าสนใจทีเดียว
น้องคนนี้บอกกับผมว่า "ถ้าไม่หาคำตอบเราก็จะลืมเค้าไม่ได้ แต่ถ้าได้คำตอบแล้ว
                               เค้าก็จะเป็นเพียงความทรงจำที่ดีสำหรับเราเท่านั้นเอง"

เออนะ ฟังดูเข้าท่าดี...
แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี จะต้อง

... จ้างนักสืบ
...ให้เพื่อนพยายามสืบให้
... หรือจะพยายามสืบเอง
... สุดท้ายแล้วครับ -> จ้างมือปืนเลยดีไหมนะ (เฮ้ย ไม่ได้จะฆ่าใคร !!! แค่อยากรู้ว่าความจริงเป็นยังไงเองนะ)
    แต่จริง ๆ ผมก็รู้จักมือปืนรับจ้างอยู่นะ
     
... เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ไม่ทำอะไรดีกว่า 55+ ...

เอาหล่ะเข้าเรื่องกันหน่อยนะครับ  คือ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 52

ผมได้มีโอกาสดูหนังไทยเรื่อง ม. 3 ปี 4 เรารักนาย
หนังสนุก น่ารัก สดใส มาก ๆ แต่ตอนหลัง ๆ นี่เล่นเอาแย่เหมือนกัน (เศร้ามาก)

ทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ว่า "ธีร์" กับ "นัท" เป็นพี่น้องกัน แล้ว "แจน" กับ "จูน" ก็เป็นพี่น้องกัน

 "ธีร์" กำลังจีบ "จูน" อยู่ ส่วน "นัท" กับ "แจน" ก็รู้จักกันทาง MSN และคุยกันมาได้สักพักแล้ว

จุดหักเหของเรื่องก็คือ การตายของตัวละครตัวนึงในเรื่องนี้ ซึ่งก็คือแจน

แจนเสียชีวิตลง เนื่องด้วยเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ และที่น่าติดตามก็คือ... คนที่ขับรถยนต์คันนั้นก็คือ จูน ซึ่งเป็นพี่สาวแท้ๆ ของแจน

จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้จูน จมอยู่กับการตายของน้องสาวและก็โทษว่าเป็นความผิดของตนเอง
จูน จึงปลอมตัวเป็น "แจน" และมาคุย MSN กับ "นัท"
...............................................................

จุดสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ

ฉากที่  "ธีร์"  บอกให้ "นัท" บอกกับจูนผ่านการคุย MSN กับแจน (หรือจริง ๆ แล้วคือ  "จูน")
ให้จูนรับโทรศัพท์ด้วย
พอธีร์โทรมา จูนก็หันมามองเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างๆในตอนแรก ซึ่งว่างเปล่า
แต่จูนกลับมองเห็นแจนนั่งอยู่และพยักหน้าให้ "จูน" รับโทรศัพท์
"จูน" ก็ลุกออกไปรับโทรศัพท์

ทั้ง "จูน" และ "ธีร์" ก็ยังไม่ได้พูดอะไรกัน

แล้ว "จูน" ก็หันมาหา "แจน" แต่คราวนี้เก้าอี้ตัวนั้นว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งเงาของแจน

หลังจากนัน "จูน" ก็ตะโกนเรียก "แจน"...  
"ธีร์" ซึ่งรอฟัง "จูน" อยู่ก็ทำหน้าเศร้าแล้ววางสายไป



เอาแค่นี้แล้วกันนะครับ

ผมดูตอนแรกลุ้นมาก นึกว่า "จูน" จะกลับมาเป็นตัวของตัวเองได้ตอนฉากนี้ แต่ก็ต้องรู้สึกผิดหวัง
และเกือบ ๆ จะหมดหวังไปตามตัวละคร ซึ่งก็คือ "ธีร์" 

แต่ก็นั่นแหละทำให้ผมคิดได้อีกอย่างว่า

ถ้าเราเอาแต่โทษตัวเอง ก็จะไม่สามารถลืมอดีต หรือสิ่งที่เราทำผิดพลาดไปได้
การอยู่กับตัวเองมากเกินไปบางครั้งมันก็มีผลร้ายที่ร้ายมากเหมือนกัน
การรับฟังคนอื่น หรือการเผชิญหน้าความจริง มันก็เป็นทางออกที่ดีในบ้างครั้ง

ไปหาดูกันนะครับ หนังเรื่องนี้ที่ผมว่าดี

ปล. ผมไม่เคยบอกนะว่าผมดูเรื่องนี้แล้วผมร้องไห้หน่ะ...

edit @ 9 Sep 2009 19:38:27 by นายอะไรก็ได้

5 ส.ค. 52

 

จริง ๆ ก็อยากให้วันนี้มันเหมือนกับทุก ๆ วันที่ผ่านมานั่นแหละ

แต่ ... เกิดเรื่องจนได้สิ นั่งรถเมลล์จะไปทำงาน คนไม่แน่น ได้นั่งคนเดียว แต่พอไปอีกป้าย

มีคนขึ้นมา 2-3 คนแล้วก็มีคนมานั่งข้าง ๆ เรา อ๊ะ รถเต็มแล้วหรอ หันไปดู ยังว่างอีกตั้งเยอะ

ทำไมต้องมานั่งข้างเราด้วย (นี่แหละ เริ่มแล้วครับวันเอาแต่ใจ) ทุกทีก็มีคนมานั่งด้วยไม่เห็นเป็นอะไร ทำไมวันนี้อยากนั่งคนเดียว ไปอีกสักพัก คนที่นั่งข้าง ๆ คงจับอาการเราออก ลุกไปนั่งตรงที่ว่างตรงอื่นแทน และแล้ว ป้ายต่อไป ... มีคนมานั่งข้างเราอีกแล้ว ทั้ง ๆ ที่รถก็ยังว่างอยู่ เริ่มอึดอัดเลยครับคราวนี้

(ไม่อยากบอกเลยว่า ข้างบนนั่นแค่ 9 ป้ายเองนะ) ทำไมอารมณ์ถึงเป็นอย่างนั้นไปได้

มานั่ง ๆ คิดดูไม่แน่ใจว่าเหมือนผู้หญิงตอนช่วงวันนั้นของเดือนหรือเปล่า...


จะเลี้ยงข้าวเพื่อนซะหน่อย เพื่อนก็ไม่ยอมอีก ... เป็นข้าวหมูกรอบ ร้านนี้อร่อยมากครับ


ตอนเย็นเพื่อนสนิทตอนเรียนลาดกระบัง ฯ จะมาหาก็ไม่มาไม่ได้อีกมีเรื่องด่วน
แต่ก็ได้ไปนั่งกินอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ กับเพื่อนอีกคน เพิ่งรู้จักกันตอนสงกรานต์นี่เอง
ร้านนี้สวยมากทีเดียวครับ นั่งสบาย ๆ เสียงเพลงไม่ดัง ฟังสบาย ๆ


ทำไมถึงต้องอยากทำอะไรที่วันปกติไม่ได้ทำในวันนี้ด้วยนะ
ทำไมถึงมีความรู้สึก(อารมณ์)แปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่มันก็เหมือนกับทุก ๆ วัน

น่าจะเป็นเพราะวันนี้เป็น วันเอาแต่ใจ !!! เพิ่งรู้ว่าวันแบบนี้ก็มีด้วย ...

 

วันเอาแต่ใจ !!! (ใคร ๆ ก็เรียกวันเกิด)


edit @ 9 Aug 2009 10:38:53 by นายอะไรก็ได้